Escape From Mad World @ Wordpress

The "Cult" Entertainment Review Blog

  • About Me

บทบันทึกงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68

Posted by escapefrommadworld on กุมภาพันธ์ 26, 2012
Posted in: บทความ, เฉพาะกิจ/พิเศษ. Tagged: งานบอล, งานบอลครั้งที่68, จุฬา-ธรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บทควมงานบอล, บทความ, บอลจุฬา-ธรรมศาสตร์, ฟุตบอลประเพณี, ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68, ภาพงานบอล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ให้ความเห็น

ผมมีเรื่องหนึ่งที่สงสัยมาก สงสัยมานานแล้วว่าทำไมคนมักไปดื่มเบียร์ดูบอลกับเพื่อนฝูงตามผับหรือสถานบันเทิง? มันมีอะไรดีนักหนา…ดื่มกินที่บ้านก็ได้ แถมเมาแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา เพราะที่นอนหมอนเสื่อก็พร้อมอยู่แล้ว

แต่เมื่อวานนี้มีเหตุการณ์หนึ่งที่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามข้างบนได้ ทั้งๆที่มันไม่ได้เกี่ยวกับสุราเมรัยอะไรทั้งสิ้น หากแต่มันคือมหกรรมฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 68 นั่นเอง ซึ่งถึงแม้ผมจะไม่ได้ขึ้นสแตนด์เชียร์แบบใครเขา แต่ผมก็ได้พบกับประสบการณ์และบางสิ่งบางอย่างที่น่านำมาถ่ายทอดในที่นี้จริงๆ

———————————–

26 กุมภาพันธ์ 2555

ผม มาถึงสถานีรถไฟฟ้า BTS ราวบ่ายโมงครึ่ง ใช้เวลาเดินทางไปยังสนามกีฬาแห่งชาติร่วมครึ่งชั่วโมง โดยระหว่างทางผมพบผู้คนจำนวนมากที่ใส่เสื้อสีเหลืองและสีชมพูต่อแถวซื้อบัตร BTS และเดินขึ้นขบวนรถไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ผมมั่นใจแล้วล่ะว่ามันจะต้องคุ้มค่าการรอคอยเป็นแน่

ทันทีที่ผมไปถึงบริเวณสนามศุภชลาศัย ก็เป็นเวลาที่ขบวนแห่ต่างๆกำลังจะเดินเข้าสู่สนามทันทีซึ่ง ณ ตอนนั้นผมเลิกคิดถึงสิ่งอื่นๆทันทีและถ่ายภาพสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นให้มากที่สุด เพื่อเก็บไว้ชมเองรวมถึงนำมาแบ่งปันทาง facebook ด้วย แต่ยอมรับว่าบางครั้งผมก็เจอเรื่องเหนือความคาดหมายด้วยเหมือนกัน เช่นการที่พราว Olives หันมายิ้มให้ผมตอนถ่ายภาพหรือการที่ผู้ถือป้ายบางคนยอมหยุดเดินเพื่อให้ผมถ่ายรูป สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับช่างภาพมือสมัครเล่นอย่างผมและ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีไปอีกแบบเลยล่ะ

ผมถ่ายภาพพาเหรดถือป้าย พาเหรดล้อการเมืองและสิ่งอื่นๆจนประตูบานใหญ่ที่ให้ขบวนเหล่านี้เข้า-ออกได้ปิดลง ผมเริ่มพบว่าผู้ที่เข้ามาร่วมงานแทบทุกคนมีบัตรเข้าชมในมือทั้งสิ้น…ซวยล่ะสิครับ! ผมไปฟังใครคนไหนมาก็ไม่ทราบ มันบอกว่า”ใส่เสื้อบอลชมฟรี”แล้วนี่อะไร? ทำไมทุกคนถือบัตรกันหมดเลย(วะ)เนี่ย!

ผมเอ๋ออยู่ได้พักนึง ก่อนจะพบกับเพื่อนสมัยเรียนสาธิตเกษตรที่มาดูงานบอลเหมือนกัน จึงตัดสินใจแห่ไปซื้อบัตรด้วยกัน ปรากฏว่าเหลือบัตรราคา 100 บาทเท่านั้น! ผมสังหรณ์ใจแล้วว่าเราคงจะได้ที่นั่งฝั่งแดดร้อนเป็นแน่…แต่ในเมื่ออยากสัมผัสประสบการณ์งานบอล นี่คือทางเลือกเดียวแล้วที่เหลืออยู่ ซึ่งทันทีที่ผมเดินขี้นไปยังอัฒจันทร์ผมพบว่ามันร้อนมาก มากจนทำให้ผมนึกถึงวันคืนเก่าๆที่เขาชนไก่เลย แต่ต่างกันที่ว่าในสนามศุภชลาศัยแห่งนี้มีถึงสามสิ่งเกิดขึ้นตรงหน้าด้วยกัน สิ่งแรกคือนักฟุตบอลที่กำลังเตรียมตัวเดินเข้าสู่สนาม สิ่งที่สองคือสแตนด์ของจุฬาและสิ่งสุดท้ายก็คือสแตนด์ฝั่งธรรมศาสตร์นั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งที่น่ารักมากในสายตาของผมคือถึงแม้สแตนด์คนดูจะมีการแบ่งแยก อย่างชัดเจนระหว่างผู้ชมเสื้อชมพูและผู้ชมเสื้อเหลือง ผมจะพบผู้ชมจำนวนหนึ่งที่ใส่เสื้อสีเหลืองกลางหมู่ผู้ชมเสื้อชมพูและผู้ชม เสื้อชมพูในหมู่กองเชียร์ที่ใสเสื้อเหลือง ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเข้าไปอยู่ตรงนั้นเพราะแฟนเรียนอยู่อีกสถาบันหรือเป็นเพื่อนกัน มันชวนให้บรรยากาศดูน่ารักอมยิ้มไปอีกแบบนะผมว่า

ทันที ที่เกมการแข่งขันเริ่มขึ้นผมพบว่าบรรยากาศ ณ ที่นี้มันต่างกับการชมถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์โดยสิ้นเชิง เพราะคุณจะต้องมองทั้งฟุตบอลและสแตนด์ของทั้งสองสถาบันเพื่ออรรถรสสูงสุด แต่ผมโชคดีมากที่ใกล้ๆจุดที่ผมยืนถ่ายรุปนั่นเองคือที่ที่กองสันฯ ม.ธรรมศาสตร์กำลังสร้างความบันเทิงให้ผู้ชมอย่างเต็มที่ ทั้งการจิกกัดจุฬาฯ แซวเชียร์หลีดเดอร์ของจุฬาฯที่มาแสดงตรงหน้า (เช่น “มาดูบอลนะจ๊ะ ไม่ได้มาดูหลีดฯ”) และที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้เองที่ทำหน้าที่เอาข้อความบนสแตนด์ของทั้งสองฝั่ง ไปพร้อมๆกับการแซวฝั่งจุฬาฯไปในตัว ยอมรับเลยนะที่วันนั้นผมรู้สึกเหนื่อยก็เพราะหัวเราะมุขตลกของพี่ๆเพื่อนๆ กองสันฯนั่นแหละครับ

ทางด้านของสแตนด์ฝั่งจุฬาและธรรมศาสตร์ต่างโต้ตอบกันอย่างเมามันมากๆ เช่น

สแตนด์ TU: “จุฬาคฑาเกย์”

สแตนด์ CU: “ดีกว่า Eแอบ”

เรียกเสียงโห่เฮจากกองเชียร์และผู้บรรยายได้ดีมากๆ

ในที่สุด เสียงนกหวีดดังยาวจากกรรมการก็ดังขึ้น นั่นหมายถึงครึ่งแรกของการแข่งขันนั้นได้หมดลงแล้ว เช่นเดียวกับเวลาในการที่ผมมาถ่ายภาพเหตุการณ์ต่างๆในที่นี้ก็ต้องหมดลงเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากที่นี่ในฐานะผู้ชมและช่างภาพมือสมัครเล่นคือ “บรรยากาศที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!” โอเค…ถึงแม้ทีมจากสถานการศึกษาที่ผมเรียนจะแพ้ แต่ความสนุก เสียงฮา และการปลดปล่อยอารมณ์ในทางที่ถูกต้องแบบนี้แหละ คือรสชาติที่ต่อให้เครื่องรับโทรทัศน์แบบ High Definition กี่เครื่องก็ให้คุณไม่ได้

แสงตะวันค่อยๆจางหาย ชีวิตของผมยังต้องมีเรื่องอีกมากให้เผชิญ แต่ก่อนที่จะเครียดไปถึงเรื่องพวกนั้น ผมได้มาผ่อนคลายในวิธีที่ถูกต้องและเรียนรู้บางสิ่ง เพื่อนำไปตอบคำถามกับอีกสิ่งหนึ่ง

…ที่ตำราวิชาใดๆก็คงตอบผมไม่ได้

หมายเหตุ

- ใครที่คิดจะมาถามผมว่าคิดยังไงกับสาวจุฬาฯ อยากจะเรียนซักนิดนะครับว่าผมไม่ใช่ปลากัด จะได้ปิ๊งกันและผสมพันธุ์กันทางสายตา…คือที่น่ารักๆก็มีพบจอเหมือนกัน แต่ของแบบนี้สายตาคงวัดอะไรไม่ได้มากครับ

- มีอีกเรื่องที่คุณควรรู้ เรายังพบเห็นการขาย”บัตรผี”ในงานนี้

ภาพงานบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์#68

Posted by escapefrommadworld on กุมภาพันธ์ 25, 2012
Posted in: เฉพาะกิจ/พิเศษ. Tagged: ภาพงานบอล, งานบอล, ฟุตบอลประเพณี, บอลจุฬา-ธรรมศาสตร์, จุฬา-ธรรมศาสตร์, ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68, รูปงานฟุตบอลประเพณี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, งานบอลครั้งที่68, รูปงานบอล. ให้ความเห็น

หายไปจากที่นี่เสียนาน กลับมาอีกทีก็มีรูปมากฝากจากงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่68 มาฝากกันด้วย โดยจะแบ่งเป็นสองอัลบั้มนะครับคือ

1) อัลบั้มแรกนี้จะรวบรวมบรรยากาศภายนอก/ขบวนล้อการเมืองและผู้อัญเชิญต่างๆ รวมถึงผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นบุคคลมีชื่อเสียง

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.349150105124598.97735.100000888357464&type=1

2) อีกอัลบั้มจะรวบรวมบรรยากาศเชียร์ลีดเดอร์ทั้งของจุฬาและธรรมศาสตร์ รวมถึงการแปลอักษรจากสแตนด์ของทั้งสองสถาบัน…แนะนำว่าให้ชมแบบภาพต่อภาพนะครับ สแตนด์สองสแตนด์นี้เขาคุยกันมันส์จริงๆ

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.349155178457424.97738.100000888357464&type=1

รูปเหล่านี้นำไปใช้งานได้ ติดแท็กได้ แต่อย่าลืมให้เครดิตและอย่าคิดขโมยไปเป็นรูปตัวเองนะครับ :)

พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ :)

ปล. โปรดติดตามบทความเกี่ยวกับงานบอลฯได้ที่นี่ อีกไม่นานเกินรอ

This slideshow requires JavaScript.

ซ.ต.พ.- กรณีศึกษาของเนตรนภัส…

Posted by escapefrommadworld on มกราคม 14, 2012
Posted in: ซ.ต.พ., บทความ. Tagged: 3 หนุ่มเนื้อทอง, ช่อง3, ตัวละคร, บทวิจารณ์, บทวิเคราะห์, พิตต้า ณ พัทลุง, ละคร, วิจารณ์, วิจารณ์ละคร, วิจารณ์ละครทีวี, วิเคราะห์, สามหนุ่มเนื้อทอง, เนตรนภัส, แหนม. ให้ความเห็น

โดยปกติผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ดูละคร ยกเว้นเสียแต่ว่าพ่อแม่ผมจะดูหรือเรื่องนั้นมันฮิตมากจริงๆจนเราต้องหาทางอยากดูให้จนได้…เช่นกรณีละคร”วนิดา”เมื่อหลายเดือนก่อน จะว่าไปสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตในละครเรื่องนี้คือตัวละครอย่าง”พิสมัย”ที่ตอนแรกก็จะได้แต่งงานกับพระเอกแล้ว แต่จู่ๆก็มีนางเอกอย่าง”วนิดา”มาแทนที่…ส่งผลให้นิสัยของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือไปเป็นหลังมือ ตอนนั้นผมตั้งคำถามในใจนะว่า “ตกลงใครกันแน่ที่เป็นตัวร้ายระหว่างพิสมัยกับวนิดา?” อันที่จริงผมคงจะลืมคำถามนี้ไปโดยสิ้นเชิงหากไม่ได้ดูละครสุดฮิตในขณะนี้อย่าง….

สามหนุ่มเนื้อทอง!

แม่ผมดูละครเรื่องนี้นะ แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่บังเอิญไปเจอสเตตัสของเพื่อนคนนึงในเฟสบุ๊คเขียนทำนองว่า “สงสารแหนมอ่ะ โดนคนรักเปลี่ยนใจไปชอบนางเอกแทน” นั่นจึงทำให้ผมต้องมาพิสูจน์ถึงกรณีนี้ซะทีว่าถ้าผมเป็นพระเอก…ผมจะทิ้งลงไหม?

————————————-

เมื่อมองภายนอก เนตรนภัสหรือ”แหนม”ก็คือหญิงสาวที่สวย ดูดี มีฐานะ ใครเห็นเป็นต้องชอบ แต่ลักษณะนิสัยของ”แหนม”คือ ถ้ารักใครแล้วจะรักสุดหัวใจ ไม่สนว่าคนๆนั้นจะชอบด้วยหรือไม่…พูดง่ายๆคือเอาแต่ใจและพยายามทำทุกทางให้คนๆนั้นรักและแต่งงานกับตน

ผมลองไปเยี่ยมชมตามเว็ปบอร์ดในพันธ์ทิพย์แล้วก็พบกับสิ่งที่ไม่ได้เหนือความคาดหมายเลย ใครๆก็สงสารแหนมทั้งนั้น! เพราะเธอคือตัวแทนของผู้หญิงที่ถูกผู้ชายทิ้งเพียงเพราะไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่าทั้งๆที่จะแต่งงานกันแล้ว ซึ่งฟังดูน่าละอายเหมือนกันนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ…ใครจะไปรู้ล่ะว่าวัชจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงอีกกี่คนกันแน่? โดยส่วนตัวผมถือว่ากรณีนี้น่าสนใจนะ เพราะมีไม่บ่อยครั้งที่ตัวอิจฉาจะได้รับความสงสารจากคนดูมากกว่านางเอกเสียเอง ดังนั้นผมจึงลองพยายามหาละครตอนแรกๆมานั่งดู แล้วผมพบว่า…

ความคิดเห็นของเรา

โดยส่วนตัวแล้วนะ ถามว่าแหนมสวยมั้ย…ก็สวยดีนะ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้แสดงด้วย :D ) แต่หลังจากที่ได้ย้อนกลับไปดูตอนแรกๆของละคร  เรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเหลือเกิน จะไปไหน…จะไปทำอะไรกับใครก็จะถูกเธอซักประวัติอย่างละเอียดประดุจเป็นเจ้าหน้าที่ซักผู้ต้องสงสัยยังไงยังงั้น (ซึ่งตรงกันข้ามกับช่วง flashback ของละครที่ฉายให้ดูว่าก่อนหน้านี้เธอเป็นผู้หญิงที่นิสัยดีและน่ารักมาก) และก็เหมือนจะพยายามดึงวัช(พระเอกในเรื่อง)มาแต่งงานให้ได้ทั้งๆที่คบกันมาได้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าคุณต้องคบกันเป็นสิบๆปีก่อนแต่งงานนะ แต่อยากจะบอกว่าถ้าเป็นไปได้ควรจะปล่อยให้มันเป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า อยากแต่งงานเมื่อไหร่ความรู้สึกนั้นก็จะมาเอง…ไม่ใช่ว่าจะต้องแต่ง ณ เดี๋ยวนั้น ณ ตอนนั้น

เอาง่ายๆ ก็เหมือนกับคุณปลูกต้นไม้นั่นแหละ คุณต้องรดน้ำ ต้องพรวนดิน กำจัดวัชพืช…ทำทุกอย่างแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ตะบี้ตะบันว่ามันต้องโตเดี๋ยวนี้ ต้องออกผลเดี๋ยวนั้น ไม่งั้นคุณจะปลูกต้นไม้ไปทำไมล่ะ? คุณไปซื้อผลไม้ในตลาดหรือซื้อเป็นต้นใหญ่ๆมาไม่ง่ายกว่าเหรอ? แต่สำหรับความรัก…ไม่รู้สิ ผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ แต่เท่าที่รู้มันไม่มี”ผลไม้”หรือ”ต้นไม้ใหญ่ๆ”เหมือนในกรณีด้านบนแน่ๆ …ก็ความไว้ใจมันไม่ได้มีปุ๋ยเร่งโตหรือปุ่ม Fast Forward นี่ครับ

ไม่ทราบว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ในที่สุดตอนท้ายเรื่อง วัชทิ้งแหนมได้เป็นผลสำเร็จเพราะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง…ซึ่งโดยส่วนตัวก็รู้สึกว่าทำอย่างนี้มันไม่ผิดนะ เพราะบ่อยครั้งที่ผมก็ซื่อสัตย์ความรู้สึกในหลายๆเรื่องที่ไม่ใช่ความรัก แต่กับตัวแหนมเองล่ะ? ผมก็อดสงสารไม่ได้นะ…จู่ๆโดนฝ่ายชายมาบอกหลายรอบอยู่นั่นแหละว่าไม่ได้ชอบทั้งๆที่เธอและวัชเองกำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว แต่จะว่าไปถ้าเธอยอมผ่อนปรนกับอะไรหลายๆอย่างในชีวิต รู้จักการให้อภัยและยึดมั่นถือมั่นน้อยกว่านี้ เธอจะเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากเลยล่ะ

สำหรับตัว”วัช”ผมไม่ขอพูดอะไรมากแล้วกัน(เพราะไม่ได้ดูทุกตอน) แต่เข้าใจว่าน่าจะทิ้งแหนมไปเพราะเจอผู้หญิงที่เหมาะสมกว่าในนาทีสุดท้าย…ถามว่าผิดไหม มันอาจผิดนะ แต่เราคิดว่ามันยังดีกว่าการโกหกความรู้สึกตัวเองแล้วไปบอกเลิกกันตอนมีลูกมีครอบครัวแล้ว เพราะคนที่เสียใจอาจไม่ใช่แค่ตัวแหนมเอง แต่อาจรวมถึงตัวลูกๆที่อาจมีปมด้อยจากเรื่องนี้ในอนาคตก็เป็นได้

————————————

บทสรุป

แม้ว่ากรณีศึกษาครั้งนี้จะมีสภาพคล้ายๆนิทานขนาดสั้นในนิทานเวตาล ผมกลับตอบไม่ได้ว่าถ้าผมเป็นวัช ผมจะกล้าทิ้งแหนมลงไหม? เพราะใครจะไปรู้ล่ะว่าสิ่งที่เราเห็นตรงหน้านั้นอาจมีอะไรที่เลวร้ายซ่อนอยู่อย่างเงียบๆก็เป็นได้

จะว่าไป…ผมเขียนมาถึงตรงนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนนี้มันดูซีเรียสเกินกว่าที่ควรจะเป็น ไม่มีมุขตลก(เห่ยๆ)แบบตอนก่อนๆของซ.ต.พ. แต่การพิสูจน์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าบางครั้งชีวิตคนเราไม่ต้องไปคาดหวังกับสิ่งต่างๆมากเกินไป เช่นการที่เราคาดหวังในเรื่องความรักมากเกินไปก็อาจทำให้เป็นทุกข์ได้ดังเช่นในละครเรื่องนี้

…หรืออย่างน้อยที่สุดก็ดูได้จากการพิสูจน์ครั้งนี้ของผมที่ไม่มีผลลัพธ์ดังที่ได้คาดหวังไว้ แต่ได้อะไรที่สวยงามน่าจดจำไม่แพ้กัน

ปล. ละครเรื่องนี้พี่พิตต้าเล่นดีมากครับ

————————————–

หมายเหตุ เนื่องจากผมไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ทุกตอน หากมีบางสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากในละคร ขออภัยมา ณ ที่นี้

Do they know it’s E.T. again?

Posted by escapefrommadworld on ธันวาคม 21, 2011
Posted in: บทความ, English Language. Tagged: anniversary, atari, atari2600, atarigamereview, christmas, E.T., et, etatari2600, extraterrestrial, gamereview, games, review. ให้ความเห็น

Next year, it will be the 30th anniversary for one of the worst game ever, E.T. the Extra-Terrestrial. Also, AVGN will review it in his movie. But this Christmas is coming and nothing specials than this Xmas gift from 1982.

Well, Atari released this legendary bad game in December, 1982. Although they had learned that “quality is important than big names” (because they had released another bad game before, Pac-Man, which is bad and doesn’t resembles ANYTHING from arcade version), they thought that that quicker they made, the richer Atari is. But no! It became one of the worst game EVER since then. Why? Let’s find out.

This is the first thing you see on the screen. As you might know before, the object of this game is to find E.T.’s phone and contact the mothership (also avoid FBI and scientist). The number above E.T. logo is the mode of this game that you can choose in three modes. Number 1 is the original mode, which is, to be honest, hardest! Number 2 is similar but no scientist, so it’s easier because no more scientist that stole your pieces of phone. And, finally, Number 3 which is the easiest one because there’s no more FBI agent and scientist, you can find the phone easier.

Here it is, the most boring game screen ever. What’s it like if you have sit through and play the game which has 90% of green color? Although I play this through emulator and in number 3 mode, I think it’s quite boring to walk, levitate, walk again, accidentally fall in to the hole, levitate, accidentally fall in to the hole again, levitate, grab some candies (well, it’s a dot on the screen that makes you extra life),accidentally fall in to the hole again, and the number beneath the screen is run out, I’m death! What the f*ck?!?! These are the reason why this game sucks.

1) It’s Boring

I think I don’t have to say anything, I said it all above. It’s the same thing over and over and over again, especially the “falling into the hole”. OK, if that’s my intention, it’s not a problem. But many times when I levitate over the hole, I fall back again for no reason! It annoys me a lot and slowly turns into something boring.

2) It’s Complicated

As you can see in the screenshot, what’s the point of navigation arrow? Every time I follow it, it changes direction suddenly. Why? And what about those symbol, I know where the piece of phone is because of trial and error and watch this video.

Whoa! Actually I leaned a little bit more from this manual that tells me what symbols are. To cut a long story short, if you lost the manual or don’t know anything before you play, you’re in big trouble.

3) It’s Rushed-Produced

This is the most important reason. As I mentioned before, it was rushed-produced for 1982 Christmas, the season that many people buy gifts to their family, so Atari told programmer to programmed it in a limited time. And the result? Tons of cartridges were buried some where in New Mexico because lots of people returned it to Atari due to reasons above. But wait! It’s also the symbol of 1983 Video Game Crash because Atari loosed a lot of money to sold and promoted this game, which doesn’t made profit enough for the company. That’s the end of The Golden Age Of Atari and Nintendo will conquer the world years later.

——————————

Although I can beat this game (well, in number 3 mode) by sit through this piece of, nevermind,  it still better than many games in these days which is dark and has dull colors. Don’t get me wrong, I’m still playing nowadays games such as GTA series or NFS series but I think it’s like the weird thing, you know? When color comes to game console first time, we were excited and game companies try to put most vivid colors as possible, but nowadays they bored of those stuffs and try to make dark and sombre games.

Anyway, happy Christmas!

——————

Thanks:

- Wikipedia

- AtariAge for information and screenshots.

- Uploaders and filmmakers of these Youtube videos.

————————–

P.S. I’m new at writing articles in English language. So if you spotted mistakes in this entry (like grammar or information). Please comment below at Comment Box.

Thank You.

It’s now or never

Posted by escapefrommadworld on ธันวาคม 14, 2011
Posted in: Uncategorized. Tagged: CENSORSHIPEVERYWHERE, sopa, Stop American Censorship, Stop Online Piracy Act. ให้ความเห็น

I’ve heard that U.S. Congress gonna pass the bill that makes millions of people can’t access websites like YouTube or Facebook, or even worse, they can shut down any websites that they want to. Although I’m Thai people but I’m not sure that how long I can use these websites or watch my favorite shows like AVGN or Cinema Snob. So this is what I can do, spread the word!
—–
Don’t let █████ ███████ ████ ████████████ ██████ and ███████ the █████ █████ of ███████████ and ██████████, ████████. █████ ████ or we █████ ████ ███████!

I’m censoring my posts in protest of two bills that would censor the web. SOPA and the PROTECT IP act would give governments and corporations the power to take down entire websites over infringing posts by users, endangering the internet as we know it.

To uncensored this post and ensure that internet censorship never becomes law in America contact Congress now. After you do, you’ll see my uncensored post on the next page.

Thanks for doing this — N. Permphi
———————————-
Check out: http://americancensorship.org/posts/10600/uncensor

ย้อนวัย: หนูน้อยหน้าจอ…. (Repost)

Posted by escapefrommadworld on พฤศจิกายน 17, 2011
Posted in: บทความ, บันเทิงคดีเชิงวิเคราะห์, ย้อนวัย. Tagged: 2530's, 90's, กล้าคิดกล้าทำ, จิ๋วแจ๋ว, ช่อง11, ช่อง3, ช่อง5, ช่อง7, ช่อง9, ซูเปอร์จิ๋ว, ทีวีมหัศจรรย์, ที่นี่มีเพื่อน, น่ารักน่ารู้, บ้านการ์ตูน, ผึ้งน้อย Super Game, รายการเด็ก, รายการเด็กไทย, ฮิวโก้เกม, เจ้าขุนทอง, เด็กดี/บ้านเด็กดี, เพื่อนแก้ว, โลกใบจิ๋ว, ไฮไลท์การ์ตูน9, Disney Club, Hugo. ให้ความเห็น

คงไม่ว่ากันนะครับ หากผมจะขออนุญาตลงบทความนี้ใหม่อีกครั้งหลัง WordPress มันไม่ยอมโชว์บทความ ขึ้นอยู่ได้ว่า”รอการจัดตารางเวลา” ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันคือตารางอะไร เลยขอลงบทความนี้ใหม่พร้อมทั้งคอมเม้นท์เดิมของบทความนี้ครับ

————————————————–

(คอลัมน์ใหม่ของบล็อก ว่าด้วยเรื่องต่างๆของวันวานที่ผู้เขียนประสบด้วยตัวเอง)

ผม ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ที่ส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็กของผมหมดไปกับการนั่งดูรายการต่างๆหน้าทีวี ถ้ามองว่าโชคร้าย…นั่นทำให้ผมกลายเป็นคนที่ถูกมองว่าไม่เต็มคนในเวลาต่อมา (มั้ง) ถ้ามองว่าโชคดี ผมได้เห็นอะไรหลายๆอย่างในทีวีนอกจากสิ่งที่เขาจะนำเสนอ ทั้งวัฒนธรรม, การแต่งตัว ความคิดสร้างสรรค์ของคนทีวียุคนั้น และสีหน้าท่าทางการแสดงออกของผู้ที่อยู่บนหน้าจอซึ่งอาจเป็นบทบันทึกหนึ่ง ของวงการทีวีไทยก็ได้…ใครจะรู้

อู้แหลกมาหนึ่งย่อหน้าเต็มก็ได้เวลา เกริ่นกันแล้วครับว่าวันนี้จะว่าด้วยรายการเด็กที่ผมโตมาด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นรายการในยุค 90′s และอยู่ตามสถานีโทรทัศน์หลักๆของไทยทั้งสิ้น (ไม่นับเคเบิ้ลทีวีเพราะบ้านผมไม่ได้ติด) ที่อยากเน้นย้ำตรงนี้คือผม เขียนบทความนี้จากความทรงจำล้วนๆ อาจมีบางสิ่งผิดพลาดไปบ้าง….อย่างไรก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้และรบกวนคุณผู้อ่านช่วยแก้ข้อมูลให้ถูกต้องด้วยนะครับ หากคุณรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

————————————————

ช่อง3

1) ผึ้งน้อย Super Game: ไม่รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับรายการสโมสรผึ้งน้อยหรือเปล่า จำได้แค่ว่ามันจะมาเช้าวันเสาร์ประมาณ 7 โมง นอกนั้นก็แทบจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเป็นรายการแข่งเกมตะลุยด่านไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีผมไม่ค่อยได้ดูรายการนี้เท่าไหร่จึงจำอะไรไม่ได้มาก

2) จิ๋วแจ๋ว…: ไม่แน่ใจว่าผมทันยุค”จิ๋วแจ๋วเจาะโลก”หรือไม่ แต่ที่จำได้มีสองอันครับ อันแรกก็คล้ายๆจิ๋วแจ๋วเจาะโลกนั่นแหละแต่ออกแนวไปสำรวจเทรนด์อะไรใหม่ๆ ล้ำหน่อย(จำชื่อรายการไม่ได้) อีกอันคือ”จิ๋วแจ๋ว Cooking Club”ที่สอนทำอาหารล้วนๆ (อันนี้ยิ่งไม่ได้ดู เพราะตอนนั้นผมทำอาหารไม่เป็น) ที่แน่ๆสองสิ่งที่จำได้เกี่ยวกับรายการนี้คือบริษัทผู้ผลิตรายการอย่าง”ยูนิ คอม” และโรงเรียน American International School Of Bangkok ที่เป็นสปอนเซอร์รายการอย่างเหนียวแน่น เปิดผ่านๆที่ไรเป็นเจอโฆษณานี้ตลอด

3) น่ารักน่ารู้: หลังจบ”ทุ่งแสงตะวัน”* จะมีรายการสั้นๆที่จัดโดยคุณกวาง กมลชนกและมนุษย์ในชุดกระต่าย(รู้สึกจะชื่อท็อฟฟี่ ?) พาไปดูสาระโน่นนี่นั่นที่เป็นประโยชน์

* “ทุ่งแสงตะวัน” คุณนิรมลเคยให้สัมภาษณ์ใน a day ว่ามันเป็นรายการวัฒนธรรมท้องถื่นที่ให้เด็กเป็นคนเล่าเรื่องเสียมากกว่า จึงไม่ได้เอาลงในที่นี้

ช่อง 5

1) กล้าคิด กล้าทำ: เป็นรายการที่ให้เด็กๆเป็นพิธีกรไปดูสิ่งต่างๆที่น่าสนใจ(และมีความรู้) มาตอนประมาณ 7 โมง…สิ่งที่น่าจดจำของรายการนอกจากพิธีกรหญิงของรายการ(ที่ผมจำชื่อไม่ได้ )แล้ว คือขนมข้าวโพดอบกรอบตราตูมตามครับ ยิงสป็อตในรายการถี่มาก

2) บ้านการ์ตูน: รายการนี้มาวันธรรมดาครับ จำอะไรไม่ค่อยได้เลยนอกจากเป็นรายการที่ฉายพวก Super Sentai ในบ้านเรา

3) นิทานแกรมมี่: ถ้าจำไม่ผิด แกรมมี่เคยมีรายการนึงทางช่อง5ที่เกี่ยวกับการเล่านิทานหรืออะไรซักอย่างนี่แหละครับ ฟลุค เกริกพลเป็นพิธีกร

ช่อง 7

1) ที่นี่มีเพื่อน: รายการทีวีรายการแรกๆของโพลีพลัส เพิ่งจะมารู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าพิธีกรหญิงของรายการที่ผมคุ้นหน้าตอนเด็กๆ ก็คือคุณนิด อรพรรณ เจ้าของบริษัทโพลีพลัสฯนั่นเอง เพราะสิ่งที่ผมจำได้ลางๆเกี่ยวกับรายการนี้คือมนุษย์ในชุดหนูสีแดงและสีฟ้า และช่วงสุดท้ายของรายการที่ถ่ายนอกสถานที่และมี”ลูกหมี-จีโน่” เป็นคนแสดง ผมจำได้ว่าตอนนั้นทั้งคู่ดังมาก ดังจนผมเริ่มอิดหนาเล็กๆแล้วว่าทั้งคู่มีดีอะไร….ช่างมันเหอะ ผมเลิกตั้งข้อกังขาแบบนี้ไปนานแล้ว

2) Disney Club: มาเป็นประจำทุกเช้าวันเสาร์แบบนี้มานานแล้ว (ตอนนี้ก็รู้สึกจะยังมีอยู่) สมัยแรกเลยที่ผมดูจะเป็นพิธีกรชาย-หญิงคู่หนึ่งที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังนึก ไม่ออกว่าใคร และนอกจากจะมีการ์ตูนดิสนีย์ให้ดูสลับกับการประกวดโน่นนี่นั่นที่จัดโดย สปอนเซอร์รายการแล้ว ตอนท้ายก็จะมีช่วงตอบจดหมายกับน้องๆคนดู (บางทีก็โชว์ภาพวาดที่น้องๆส่งมาหาด้วย) นี่เองกระมังที่ทำให้รายการนี้ในตอนนั้นดูจะใกล้ชิดกับเด็กๆมากไม่แพ้”ซุป เปอร์จิ๋ว”เลยล่ะ

3) Hugo: จริงๆมันน่าจะเป็นเกมโชว์ แต่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเป็นรายการที่พุ่งเป้ามายังเด็กๆมากกว่าสำหรับ Interactive Game ที่สามารถเล่นเกมผ่านโทรศัพท์ได้ ตอนนั้นมันเท่มากที่คุณจะใช้โทรศัพท์คุมไอ้ตัว Hugo บนทีวีได้ จนกระทั่งผมมาค้นพบในหลายปีถัดมาว่ามันเป็นเกมใน PlayStation1 อีกด้วย ผมจึงได้กลับมาเล่นเกมดำน้ำ เกมขับเครื่องบินหลบฟ้าผ่าและเกมวิ่งขึ้นเขาอีกครั้งแบบที่เคยอยากเล่นใน ทีวีอย่างมีความสุขอีกครั้ง….ทั้งๆที่ผมเล่นได้ห่วยมากก็ตาม

* พิธีกรรายการนี้คือใครครับ พ่อผมบอกว่าคือวีเจแอนนี่ แต่ผมว่าไม่ใช่แน่ๆ

4) เจ้าขุนทอง: “อรุณเบิกฟ้า…นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส ยิ้มรับวันใหม่นี้ให้แก่กัน” ถ้าจำเพลงเปิดนี้ได้ ถ้าจำฉงน,ฉงาย,หางดาบ,หนูเหยิน ฯลฯได้ นี่คือรายการที่โตมากับคุณครับ! ผมจำไม่ได้นะว่าตอนนี้ยังมีฉายอีกมั้ย แต่ตอนเด็กๆก็ได้ดูบ่อยเหมือนกัน สนุกดีครับ

ช่อง9

1)ไฮไลท์การ์ตูน9: นี่คือต้นเหตุของบทความทั้งหมดครับ! ไม่กี่อาทิตย์ก่อนผมไปพบวีดีโอรายการนี้(บางส่วน)ใน YouTube เลยอยากจะเขียนอะไรถึงรายการนี้และลามมาสู่ช่องอื่นๆในเวลาต่อมา จำได้ว่าตอนมันมาใหม่ๆผมเกลียดรายการนี้มาก…อะไรวะ! วันเสาร์อาทิตย์จะดูการ์ตูนอยู่ดีๆก็มีรายการบ้าอะไรไม่รู้โผล่มาก่อน แล้วก็อัดโปรโมทโปเกม่อน(สมัยมาฉายในไทยใหม่ๆ) มีโหวตการ์ตูน มีวาดภาพ มีขายเทปอีก โอย….

เปิดมาช่วงแรกสุดก็จะประกาศผลโวหตการ์ตูนประจำ สัปดาห์ พิธีกรแต่ละคน (ซึ่งนอกจากนักพากษ์ของช่องแล้วก็มีคนอื่นๆรวมถึงพี่ซุป ซุปเปอร์จิ๋วด้วย….จำได้ว่ามีพิธีกรผู้หญิงคนนึงน่ารักมาก!รู้สึกจะได้ เล่นละครเรื่องสองเรื่องแล้วก็หายไปเลย)จะทำหน้าตื่นเต้นสุดขีดขณะที่คะแนน มันวิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไอ้เด็กอย่างเราตอนนั้นก็ลืมไปเลยว่าเขาน่าจะเตี๊ยมก่อนแล้ว ดันไปลุ้นกับเขาอีก :P จากนั้นก็จะมีช่วงสอนวาดภาพ ต่อด้วยช่วง”คอมพิวเตอร์โลกการ์ตูน” ผมไม่รู้จะเรียกช่วงนี้ว่าไงดีจริงๆ เห็นพอมันจะแนะนำตัวละครจากการ์ตูนที่นึงก็จะพูดแบบนี้ตลอด แล้วที่ฮาคือพี่นัท/พี่นพ และพิธีกรหญิงที่ผมไม่เคยรู้ชื่อจะแต่งตัวเลียนแบบการ์ตูนที่ฉายตอนนั้น ทั้งโปเกม่อน, ดิจิม่อน, Monster Farm อะไรเทือกนี้ ช่วงต่อไปก็”เพลงฮิตการ์ตูน9″ ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าการขายเทปเพลงการ์ตูนแปลงเนื้อไทย กลับมาดูตอนนี้อีกทีรู้สึกว่ามันออกแนวขำๆยังไงไม่รู้ ปิดท้ายรายการด้วย”การ์ตูน9 เกม”กับน้าต๋อย สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์นอกจากของรางวัลจำพวก Play Station, Talking Dict และทุนการศึกษาแล้วก็คือตอนตกรอบนี่แหละ บางทีผมจะแช่งให้คนที่แข่งตกรอบไปซะ เพราะทันทีที่ตอบผิดจะมีเสียงดังว่า “น็อคเอาท์…(เสียงรูดเบส)” ซึ่งฮามาก

2) ซูเปอร์จิ๋ว: อีกหนึ่งรายการเด็กอภิมหาอมตะในไทยครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะ 20 ปีแล้ว….ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่านะ แต่รู้สึกว่าพี่ซุปดูไม่ค่อยแก่เลย อย่างไรก็ดีพอพูดถึงรายการนี้ก็จะมีช่วงต่างๆในความทรงจำผุดขึ้นมาทันที เริ่มด้วยช่วงแข่งเกม”เกาะแก้วพิสดาร” เป็นเกมที่เด็กๆจะมาตะลุยด่านในห้องส่งกับพ่อแม่ ที่ตลกคือพอแพ้ เขาจะให้เด็กและพ่อแม่มาทำเป็นอยู่ในหม้อต้มของนางยักษ์ ระหว่างนั้นพี่ซุปก็พูดชวนคนทางบ้านให้มาแข่งขันไป ไอ้ที่อยู่ในหม้อก็ทำเป็นโวยวายไป 5555

“ละครโรงเล็ก” ลูกหมี-จีโน่อีกแล้ว! หลักๆเลยก็ละครเด็กๆนั่นแหละครับ ช่วงอื่นๆก็มีโชว์เด็กร้องเพลง โชว์มายากลจากคุณฟิลลิป(สลับกับขายของเด็กเล่นชุดมายากล) ที่ขาดไม่ได้คือช่วงแข่งเกมตามโรงเรียน ยุคที่ผมชอบที่สุดคือยุคก่อนที่มีแก๊งขี้เกียจครับ เกมมันน่าจะทำง่ายกว่า ไม่อลังการ….แต่ดูมันส์มาก! แข่งเกมเสร็จก็ตอบจดหมายน้องๆคนดูก่อนจะมาพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า (หรือไม่ก็วันอาทิตย์ถ้าเป็นยุคที่ฉายสองวัน)

3) เพื่อนแก้ว: ไม่รู้ตอนนี้ยังมีไหม แต่เมื่อก่อนจะมาตอนเช้าๆวันเสาร์(?) สิ่งที่ติดตาผมนอกจากป้าหญิงใหญ่และ”พี่ช้าง(น้อย?)”แล้ว คือยุคแรกๆจะมีพิธีกรชายคนหนึ่งใส่แว่นกลมๆในรายการด้วย แกเคยโฆษณาระวังไฟช็อตระหว่างรายการด้วย….ตลกดี

4) ทีวีมหัศจรรย์: รายการเด็กแกรมมี่ตอนประมาณ 10 โมง พิธีกรของรายการคือมนุษย์ในชุดหุ่นรูปสัตว์ประหลาด 3 ตัวและพิธีกรสาวอีก 1 คนที่เคยอยู่คูณสามซุปเปอร์แก๊งมาก่อน (แพรว คณิตกุล?) มีทดลองวิทยาศาสตร์ มีเล่นละคร และแน่นอนว่ามีร้องเพลง ผลพวงที่ตามมาของรายการนี้คือเทปเพลงเด็กประมาณ 3-4 ชุด นี่ถ้าตอนป.1ผมไม่โดนจับเต้นเพลง”มาร์ชผัก”ไปแล้วละก็….ผมคงลืมรายการนี้ ไปแน่ๆ

ช่อง11

1) โลกใบจิ๋ว: ฉายการ์ตูนก่อน จากนั้นก็จะเข้าช่วงนึงที่คลาสสิกมาก คือการนำรูปของน้องๆที่ส่งมาในรายการเปิดประกอบเพลง “ลูกใครหนอหนูช่างน่ารัก ลูกใครหนอหนูช่างโสภี…” อะไรทำนองนี้

2) เด็กดี/บ้านเด็กดี: สิ่งที่เราจดจำได้ดีที่สุดของรายการนี้นอกจากพิธีกรของรายการที่เป็นผู้หญิง มีอายุและท่าทางใจดีแล้ว หุ่นมือที่เป็นรูปเด็กไทยแบบโบราณก็เป็นอีกสิ่งที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของ ผู้ชมได้ดีเช่นกัน

* รายการอื่นๆของสถานีนอกจากนี้ก็มี Postman Pat ยุคแรกสุดเลยที่เคยมาฉายที่นี้ รวมถึงสารคดีของทาง Transtel Cologne ของเยอรมัน (หรือ DW-Transtel ในปัจจุบัน) ที่หลายอันยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้

ITV

มี รายการเดียวทีจำได้คือ I-Anime เพราะตอนนั้นจะรอดูอุลตร้าแมนครับ มีช่วงนึงเขาเอาซีรีส์เก่าๆของอุลตราแมนมาฉายซึ่งตอนนั้นผมตื่นเต้น มาก…ไม่รู้ทำไม

—————————————————

กาล เวลาผันเปลี่ยนไป เด็กในวันวานเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสังคม สภาพแวดล้อมที่เคยรู้จักก็เริ่มจะไม่เหมือนเดิมขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียงเรียกร้องเกี่ยวกับรายการเด็กที่ควรเพิ่มขึ้นก็ยังไม่หายไปเสียที แม้ทุกวันนี้จะมีช่อง Thai PBS และทีวีดาวเทียมแล้วก็ตาม ผมว่าบางทีรายการเด็กก็เหมือนไปสร้างภาพหลอกๆนะว่าโลกของเรามันสวยงาม น่ารัก น่าอยู่ ทั้งๆที่วันดีคืนดีคุณอาจโดนโจรฉกกระเป๋าคุณไปต่อหน้าต่อตาหรืออาจเกิดเหตุ ก่อการร้ายได้ทุกเมื่อ (นี่ยังไม่นับโฆษณาหลอกเด็กอีก) แต่ถ้าคุณต้องเลือกระหว่างรายการสอนนับเลขที่เป็นภาพการ์ตูน กับข่าวหึงโหดฆ่ายกครัว ข่าวการเมือง หรือข่าวปริศนาอักษรย่อในวงการบันเทิง

…คุณจะเลือกอะไรให้ลูกชมดีล่ะ ?

—————————————-

หมายเหตุ ผม เขียนบทความนี้จากความทรงจำล้วนๆ อาจมีบางสิ่งผิดพลาดไปบ้าง….อย่างไรก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้และรบกวนคุณผู้อ่านช่วยแก้ข้มูลให้ถูกต้องด้วยนะครับ หากคุณรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

—————————————

Original Comment:

iyalangka on ตุลาคม 31, 2011 ที่ 12:01 pm said: แก้ไข

ผมขาประจำของเจ้าขุนทองครับ ดูทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน เสาร์-อาทิตย์ ก็จะดูกาตูนช่อง 9 ต่อด้วยหนัง จักๆวงๆชอง 7 ผมชอบเรื่องเกราะเพชรเจ็ดสีมากมาย บ่ายๆก็เล่นกับเพื่อนๆ ยิงนกตกปลาปีนต้นไม้ เล่นตามประสาเด็กต่างจังหวัด ไม่รู้เลยว่าอนาคตต้องเข้ามาทำงานเมืองกรุงที่แสนจะวุ่นวาย พูดแล้วก็คิดถึงเพื่อนตอนเด็กๆ

Rati Watanatada on พฤศจิกายน 1, 2011 ที่ 5:05 pm said:

ทึ่งในความจำอะ สมัยก่อนตอนเด็กๆเคยจำช่องทีวีได้หมดแบบนี้แหละ อะไรช่องไหน เวลาอะไรเปิดเองได้หมด เด่วนี้ต้องซุยหาช่องเอา 555

เรียงอันดับที่เราได้ดูก็จะเป็น

1.เจ้าขุนทอง อันนี้ดูทุกเช้าช่วงอนุบาล พร้อมกินข้าวเช้าเรียกได้ว่าเป็นแฟนคลับเลยล่ะ
2.Disney Club ชอบอันนี้ที่สุดเลยอะ รู้สึกว่าการ์ตูนมันไฮโซมีระดับดีอะ ดูตั้งแต่เด็กๆจนถึงทุกวันนี้ถ้าวันไหนตื่นทันแล้วเปิดไปเจอก็จะแวะดู แต่อีช่วงตอบจดหมายเนี่ยถ้ามาทีไรเป็นอันเปลี่ยนช่องหนีตลอดตั้งแต่เล็กจนโต
3.การ์ตูนช่องเก้า นี่กว่าจะได้ดูก็ตอนเริ่มโตมาหน่อย ไม่เคยได้มีโอกาสดูติดๆกันทุกม้วนทำให้ติดตามพวกการ์ตูนยาวๆ ได้ไม่ต่อเนื่องตอนหลังเลยเหลือดูรู้เรื่องแค่โดเรมอน
4.ส่วนที่เหลือก็เคยได้ยินผ่านหูบ้าง ไม่เคยได้ยินบ้างแต่จับประเด็นเป้าหมายของรายการไม่ได้เลยอะ ไม่เคยดูเยอะพอที่จะรู้แนวรายการ (ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันเกี่ยวกับอะไรรู้แต่ว่าเกี่ยวกับเดกๆเนี่ยแหละ)

แต่เอาจริงๆแล้วตอนเราเด็กๆ เราได้ดูพวกหนังแผ่นๆของดิสนีย์เยอะเป็นพิเศษอะ รายการพวกนี้เลยได้ดูน้อยหน่อย ที่เคยดูจะเป็นพวกไลออนคิง มู่หลาน สโนไวท์ อลาดิน เมอร์เมด บิ้วตี้แอนด์บีส บั๊ก ทอยสตอรี่ ประมาณนี้อะ ไว้อนาคตเขียนเรื่องพวกนีให้เราได้ย้อนอดีตก็ดีนะจ๊ะ (แกเคยดูช้ะ)

… A Reissues Continued

Posted by escapefrommadworld on พฤศจิกายน 17, 2011
Posted in: ดนตรี, บทความ, English Language. Tagged: 2011, CD, Manic Street Preachers, R.E.M., reissue, rem, remastered, Rolling Stones, The Smiths, Wham. ให้ความเห็น

6 months ago, I wrote about many remastered and re-released project in 2011. Well, I just listened to albums that I mentioned before, so let’s talk about the sound quality. All of them are surprisingly better than previous edition, but what shocked me is “Total :From Joy Division To New Order” because, to tell you the truth, it’s the best remastered New Order’s album! It’s better than the ultra-compressed “Singles” and less error than “Collector’s Edition Bonus CD”. This is where the article should end.

But wait! Many artists sells tons of remastered CDs this year like the world’s gonna be ended next year. I don’t know why but, phew, let’s take a look at them now. (well, this is just SOME of them)

=================

1) The Smiths: Complete

Another big box set by big Manchester band. Actually I thought it might be nice if they released it as a separate CD album, but I’m not sure that they released it or not. Anyway, it’s good to see my favorite band treated in the GOOD way besides the band reunion (which will not happened EVER!).

2) Wham!: The Final (25th Anniversary Edition)

Finally, they come out of the closet! (well, the tape vault, actually) The long-awaited remastered of one of the most popular bands in the 80′s, “Wham!”, is kick-started by the reissue of “The Final”, their final compilation before they split up. What I hope about this album are the better sound quality, more bass, more clear, and no more tape damage (especially on the song “Last Christmas” which played like it had a damage on master tape, which disappeared in later compilation “If You Were There…”)

Also, this will be a “Special Edition”, which included a bonus DVD. We expect nothing but The Final Concert (at Wembley, you know, the one that NEVER released or showed anywhere else except bootleg). But after I read a track-list on Amazon, I feel bad for no apparent reason.

3) Manic Street Preachers – National Treasures – The Complete Singles

Although we certainly don’t know where Richie is, but MSP still going on. And in this year, they released new singles collection which traced back from 1991′s “Motown Junk” to their new single. I’m not sure that this album is”remastered” or not, but I’m still waiting to buy it in Thailand (after I’m sick of waiting New Order’s “Total”, duh).

4) REM – Part Lies, Part Heart, Part Truth, Part Garbage: 1982–2011

From one of the most breaking-heart news in this year, R.E.M. decided to disband, to the new compilation that included both I.R.S. and Warner era. This might be the same thing you’ve ever heard for the million times, but, apart from the marketing trick, this could be the “memorial” compilation for the one of the “coolest” College Rock band on earth.

5) The Rolling Stones – Some Girls (2011 Deluxe Edition)

One of my most favorite Rolling Stones album! (the other one is “Their Satanic….”) They gonna released it again although this album was remastered 2 YEARS AGO, but, come on, I can’t find it in Thailand. So this is gonna be the best time again to buy, listen their album in the Deluxe Collection (like Exile On Main Street, which is availble in Thailand), and learn how 60′s Rock’n Roll stars fought the 70′s Punk kids back then.

——————————-

Sorry, but I don’t have enough time to mention others like U2′s huge “Achtung Baby” box set or new Sting’s greatest hits. But I just want to memorize myself that what happened in 2011. I never see tons of artists released their works like next year is gonna be the end of the world. Anyway, I hope you have fun and enjoy reading this silly note.

——————————–

P.S. I’m new at writing articles in English language. So if you spotted mistakes in this entry (like grammar or information). Please comment below at Comment Box.

Thank You.

2011: A Reissue Odyssey

Posted by escapefrommadworld on พฤษภาคม 21, 2011
Posted in: ดนตรี, บทความ, English Language. Tagged: 2011 CD Reissue, CD reissues, joy division, McCartney, McCartney II, New Order, Paul McCartney Archive Collection, Pink Floyd, remastered, Total from joy division to new order, Why Pink Floyd?. ให้ความเห็น

2011….what a year! I bought lots of CDs in this year for listening pleasure and fulfill my collection. But it just the beginning because there will be lots of stuffs released (and remastered, in some cases) in this year. So what’s the big deal? Let’s find out!

(Credit: http://www.whypinkfloyd.com/discovery.php )

1) Why Pink Floyd…?

Released:September 26, 2011

Because I like it and they have a distinctive of….. sorry? The text above is just the title of the reissue project? Not the question to me? Ok, just kidding. I can’t believe that it’s the last time that Pink Floyd will release their work on physical CD. But everything in the world always has the end, like the CD, so this reissue has a lot of surprise in three modes.

- Discovery : 1 or 2 CD per album. Nothing special except remastered sound quality and lots of artwork by Storm Thorgerson, a cover designer of many Pink Floyd’s albums

- Experience*: Including unreleased stuffs.

- Immersion*: Huge boxsets for huge fan like you. Including unreleased stuffs and DVD of concert screen films.

* Only “Dark side of the Moon”, “Wish You Were Here”, and “The Wall”.

I’m not sure which album suit me between “Atom Heart Mother”, “Meddle”,”Dark Side Of The moon”,and “The Wall”. Only time will tell.

(Credit: http://www.paulmccartney.com/news.php#/2170/2011-05 )

2) Paul McCartney – McCartney/McCartney II

Released: June 13, 2011

After the successful of “Band On The Run” reissue last year (which I bought it and the quality is good), Sir Paul McCartney will released his solo projects again. Although these album come from the same artist that play every instruments in the album, they have their own way in each other.

While “McCartney”, which released in 1970, has raw and Acoustic Folk Rock style of experiment, “McCarney II”, which released 10 years later, has a look-a-like-Kraftwerk style of music (although it sounds cheaper than other Synthpop artists around that time, but it rocks!).


There will be many types of products you can buy, 1 CD Edition, 2 CD Collector’s Edition, Digital Download, or even Vinyl version.

Personal comment: If you like The Beatles in final era, get the “McCartney”. But if you have heard only McCartney’s pop album or other pop artist and want to get to know him, buy “McCartney II”.

(Credit: http://www.parriswakefieldadditions.com/spw-blog/2011/5/16/studio-parris-wakefield-design-total-from-joy-division-to-ne.html)

3) Total – From Joy Division To New Order

Released: June 6, 2011

Once upon a time, many New Order fans were disappointed by the sound quality in the reissue CDs from the band. In 2005, “Single” compilation is just mp3-128 kbps sound quality that crammed into 2 CDs (OK, the tracklist and 7″ version of many songs is good, anyway) and 2006 Collector’s Edition of 5 NO’s albums has TONS of glitches! (Check this http://www.neworderonline.com/forums/MessageList.aspx?ThreadID=43684 )


And what about this? The new compilation by Joy Division/New Order?  I’m their fan and I think Warner/RHINO should know that we’ll buy your products because of design and good quality (in this case, mastering quality).OK, the design of JD/NO products is always cool because of Peter Saville design (or later,Parris Wakefield, the design company founded by Peter Saville and Howard Wakefield) but what about mastering?

Anyway, let’s take a look at this reissue’s cover. I think it looks like the Pet Shop Boys album or something like that. But this album included “Hellbent”, an NO unreleased track which make this album interesting.

We’ll find out later about mastering quality and booklet inside.

——————————————————–

I hope that these albums will have a satisfied results when they comes……….

———————————————————

P.S. I’m new at writing articles in English language. So if you spotted mistakes in this entry (like grammar or information). Please comment below at Comment Box.

Thank You.

…ของฟรีที่ไม่ต้องแถมก็ได้

Posted by escapefrommadworld on มีนาคม 23, 2011
Posted in: บทความ, บันเทิงคดีเชิงวิเคราะห์. Tagged: Adobe Acrobat, Adobe Shockwave, Adobe Update, Antivirus, อัพเดต Acrobat, McAffee Security Scan Plus, McAffee Security Scan Plus คืออะไร, Norton Security Scan, Norton Security Scan คืออะไร. ให้ความเห็น

คราวนี้ขออนุญาตเขียนเรื่องไอทีบ้าง เพราะผมเองมีเรื่องต้องผูกพันกับสิ่งเหล่านี้อยู่พอควรในระยะหลังๆ…

——————————————

ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีนิสัยโหยหาของฟรี สังเกตได้จากแผนการตลาดสุดคลาสสิกที่จะให้พนักงานออกมายืนแจกสินค้าตามถนนและรอให้ลูกค้าเข้ามารับ(หรือทึ้ง)สินค้านั้นๆ หรือการแถมของสมนาคุณมากับสินค้าที่เราซื้อ เช่นการแถมจานขอบทองมากับผงชูรส หรือการแถมแชมพูมากับยาสีฟัน ซึ่งในบางครั้งเขาก็แถมมาเพื่อโฆษณาสินค้าตัวแถมไปด้วย… แทบไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าการตลาดดังกล่าวกำลังลุกลามมาถึงวงการเทคโนโลยีโดยที่เราตั้งตัวไม่ทันเสียแล้ว

ในอดีตเราอาจเคยเห็นการแถมโปรแกรมต่างๆ เมื่อเราลงเกมในเครื่อง แต่คราวนี้มันมามุขใหม่ครับ ร้ายด้วย เพราะแถมมากับการอัพเดตปลั๊กอินของ Adobe Acrobat และ Adobe Shockwave และสิ่งที่แถมนี่ก็สร้างความหงุดหงิดให้กับผมมากๆ เพราะมันคือโปรแกรม Norton Security Scan และ McAffee Security Scan Plus ตามลำดับ (1 ปลั๊กอิน แถม 1 โปรแกรมตามลำดับนี้เลยครับ) ซึ่งสิ่งที่ทั้งสองโปรแกรมมีเหมือนกันก็คือหน้าที่หลักของโปรแกรม(ที่คอยสอดส่องดูแลคอมฯของเราว่ามีโปรแกรมกลุ่มเสี่ยงอยู่ในเครื่องไหม) และเสียงก่นด่าของผู้ใช้คอมฯที่ไม่พิสมัยในของฟรีเท่าไหร่นัก… โอเค ทั้งสองบริษัทล้วนขึ้นชื่อในการผลิตแอนตี้ไวรัสมานานแล้ว ดังนั้นผมจะลองวิเคราะห์ถึงการทำงานของทั้งสองโปรแกรมดูนะครับว่าเป็นอย่างไร

- Norton Security Scan

ผลงานคุณภาพจากอดีตผู้ผลิตแอนตี้ไวรัสในคอมผมเอง ตอนนั้นจำได้ว่ามันเป็นโปรแกรมที่สแกนได้ถึงลูกถึงคนจริงๆ สแกนแม้กระทั่งคุกกี้ในเครื่อง… แต่พอผมมาลองใช้งานเจ้า Norton Security Scan ก็แทบจะลืมอดีตอันหอมหวานนั้นไปเลย เพราะมันกล้าหยามผมว่าคอมพิวเตอร์ของผมไม่มี Antivirus …ทั้งๆที่เครื่องหมายการค้าของโปรแกรมอย่าง NOD 32 แทบจะทิ่มลูกตาอยู่แล้ว ยัง…ยังไม่พอ มันยังดูถูกอีกว่าเกมและโปรแกรมต่างๆในเครื่อง(อาทิ เกม The Godfather และ โปรแกรมแปลภาษาบางโปรแกรม) เป็นโปรแกรมกลุ่มเสี่ยง ทั้งๆที่ตอนผมใช้ Norton มันไม่เคยบ่นอะไรเลย…พับผ่า!

สรุป: ถ้าติ๊กเครื่องหมายถูกออกของโปรแกรมนี้ไปได้ขณะลงปลั๊กอินจะดีมาก

- McAffee Security Scan Plus

อีกหนึ่งโปรแกรมเพื่อความปลอดภัย จากผู้ผลิตแอนตี้ไวรัสที่เคยปล่อยให้โทรจันเข้าไปเพ่นพ่านและทำลายระบบคอมฯของผมมาแล้วอย่างงงดงาม (ประชด) และเจ้าของเว็ปไซต์ที่คุณสามารถเช็กได้ว่าเว็ปไหนมีไวรัสอยู่ (แต่ NOD 32 กลับฟ้องว่ามีโทรจันอยู่เห็นๆ) อย่างๆรก็ตาม โปรแกรม Security Scan Plus นี้จะทำหน้าที่คอยบอกคุณว่าคอมของคุณปลอดภัยหรือไม่โดยการตรวจสอบโปรแกรม antivirus ของคุณ ตรวจจับ Trojan/Malware/Spyware ได้ ฯลฯ

(ผลงานการสแกนคอมพิวเตอร์ของผม)

แต่คุณสมบัติพื้นฐานของโปรแกรมที่คล้ายๆกับ Windows Security Center ที่มีมากับเครื่องอยู่แล้ว ทำให้มีเสียงก่นด่ามาจากใครหลายๆคนว่าเป็นโปรแกรมไร้สาระ ไม่เข้าท่า ลามไปจนเป็นกระแสต่อต้าน Adobe ย่อมๆเลยทีเดียว จนถึงตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจนะครับว่าไอ้โปรแกรมนี้มันจะได้ผลจริงไหม…ใครรู้ช่วยบอกด้วย

====================

สรุปว่าของแถมทั้งสองชิ้นนี้ กลายเป็นของแถมที่ใครๆก็ดูจะไม่อยากได้นัก (ทั้งๆที่มันก็มีให้เลือกแล้วว่าจะลงโปรแกรมหรือไม่) เนื่องจากองค์ประกอบโดยรวมแล้วเหมือนโปรแกรมขายแอนตี้ไวรัสมากกว่า ผมถึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไอ้ Norton มันถึงพิพากษาว่าคอมพิวเตอร์ของผมไม่มีโปรแกรม Antivirus เพราะเขากะจะขายโปรแกรมของตัวเองแน่ๆ ส่วนกรณีของ McAffee ที่ถึงแม้จะดูแสนดีและเรียบร้อย…แต่ก็แอบร้ายลึกๆไม่ใช่เล่น สังเกตได้จากรูปที่ผมโพสข้างบนครับ มันชี้ตัวแดงเลยว่าคอมฯของคุณไม่มี McAffee Web Protection พูดง่ายๆก็คือ “ถ้าคอมฯของเจ้าอยากปลอดภัยร้อยเปอร์เชนต์… จงปวารณาตนเป็นสาวกข้า” เอากับพี่แกสิ

นิทานชีวิตจริงเรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่าการตลาดกำลังเดินคืบคลานเข้ามาหาเราทุกที… คือผมไม่ได้เป็นพวก Anti-New World Order หรือต่อต้านทุนนิยมอะไรนะ แต่ผมรู้สึกว่า มันมากเกินไปหรือเปล่ากับการยัดเยียดสินค้าให้ผู้บริโภคในมือมากถึงขนาดนี้ ไม่ทราบนะครับว่าการตลาดทุกวันนี้มันรุนแรงขนาดนี้เลยหรือเปล่า เพราะเราจะเห็นได้จากอีกตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆนั่นคือการโฆษณาแฝงในภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ (ซึ่งผมอาจเขียนต่อ…ถ้ามีเวลา)

การตลาดทุกวันนี้มันรุนแรงมากก็จริง…แต่เรามาทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าของคุณเป็นสินค้าที่”ดี”ทั้งคุณภาพและการนำเสนอดีกว่าไหมครับ ?

==============

Update

ผมลองพยายามทำตัวเสี่ยงๆเพื่อล่อเป้าให้ McAfee มาบอกวิธีแก้ไข…. ตามคาดครับ มันบอกให้เราไปอุดหนุนโปรแกรมของมัน แย่จริงๆ – -*

…Anniversary Of: Tony Wilson and Jake Riviera

Posted by escapefrommadworld on กุมภาพันธ์ 28, 2011
Posted in: ดนตรี, บทความ, Bilingual. Tagged: anniversary, Birthday, Factory Playlist, factory records, Jake Riviera, Playlist, Stiff Playlist, Stiff Records, Tony Wilson. 2 ของความคิดเห็น

[Bilingual Entry]

20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดของ Tony Wilson ผู้ก่อตั้งค่ายเพลง Factory Records และ ผู้ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่ง Manchester และในเดือนนี้ยังเป็นเดือนคล้ายเดือนเกิดหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Stiff Records อย่าง Jake Riviera อีกด้วย ผมจึงอยากจะเขียนบทความสั้นๆประกอบ Playlist  ให้กับบุคคลทั้งสองครับ…..

Side A: Factory Side

Tony Wilson เป็นทั้งพิธีกรรายการโทรทัศน์, ผู้จัดคอนเสิร์ตและเป็นเจ้าของค่ายเพลงชื่อดังอย่าง Factory Records แกเป็นคนที่ทำอะไรตามความต้องการของตัวเองมากกว่าการสร้างรายได้ ซึ่งแม้ว่ามันจะมีบทสรุปที่ค่อนข้างแย่ แต่เหตุการณ์หลายๆอย่างก็กลายเป็นตำนานไปแล้วล่ะครับ…

1) Sex Pistols – Anarchy In The UK
แม้ Sex Pistols จะไม่ใช่ศิลปินในสังกัดของ Tony Wilson แต่เขาเป็นคนแรกที่พาวงพังก์สุดระห่ำวงนี้(และวงพังก์วงอื่นๆ)ออกรายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมและเร่งกระแสวัฒนธรรมพังก์ให้ เติบโตในอังกฤษได้อย่างมั่นคง

2) Joy Division – Love Will Tear Us Apart
Joy Division เป็นศิลปินแรกๆที่เซ็นสัญญากับค่าย Factory ที่ Tony ก่อตั้งร่วมกับคนอื่นๆ (เช่น Alan Erasmus, Martin Hannett ฯลฯ) และสารมารถสร้างสไตล์เฉพาะตัวจากงานเพลงที่มีลักษณะมืดหม่น ต่างจากวงอื่นๆโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ Martin Hannett สำหรับการสร้างสไตล์เสียงดังกล่าว

3) The Durutti Column – For Belgian Friends
Durutti Column ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่น่าสนใจของค่าย Factory ในยุคแรกๆ พวกเขาเป็นศิลปินที่เน้นการทำเพลงบรรเลงเป็นหลัก และก็ทำออกมาได้ดีด้วยครับ น่าฟังหลายชุดเลย (ควาดว่าไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายเนื่องจากเป็นศิลปินเฉพาะกลุ่มเกินไป)

4) New Order – Blue Monday
หลังจาก Ian Curtis ซึ่งเป็นนักร้องนำของ Joy Division ได้ฆ่าตัวตายในปี 1980 สมาชิกวงที่เหลือทั้ง 3 ได้เพิ่มสมาชิกใหม่เข้าไปอีก 1 คนและเปลี่ยนชื่อวงเป็น New Order โดยมีซิงเกิ้ล Blue Monday เป็นเพลงแรกที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักพวกเขามากขึ้น (ทั้งๆที่ออกอัลบั้มมาแล้ว 2 ชุด และออกซิงเกิ้ลมาแล้ว 4 เพลง) และกลายเป็นเพลงเต้นรำในตำนานไปในที่สุด

5) Happy Mondays – Step On
Happy Mondays เป็นศิลปินที่ทำให้ Factory กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของพวกเขา(ที่ไม่ควรเลียนแบบ) ทั้งเรื่องของการใช้….เอ่อ สารเสพติด ท่าเต้นแปลกๆ รวมถึงการถลุงเงินของ Factory Records จนเกลี้ยง (ร่วมกับวง New Order) ในช่วงปี 1992 จนทำให้ Factory Records ล้มละลายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นตำนานของวงการเพลงไปแล้ว และผู้มีบทบาทมากที่สุดก็คงจะเป็นตัว Tony เองที่ต้องรับภาระหลายๆอย่างของค่าย ตั้งแต่ในช่วงก่อตั้งจนถึงช่วงล้มละลาย ผมรู้สึกว่าแกสุดยอดมาก เพราะแกเป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเองมากกว่าคำนึงถึงรายได้ ซึ่งผิดหลักธุรกิจโดยทั้งหมด แกถึงกับกล่าวไว้เลยว่า “We made history, not money” หรือ “เราสร้างตำนาน ไม่ใช่รายได้” และแกก็ทำสำเร็จแล้วครับ ผมนับถือแกจริงๆ

R.I.P. Tony Wilson
(1950-2007)

————-

Side B: Stiff Records and related Side

Jake Riviera เป็นหนึ่งในสองผู้ก่อตั้งค่ายเพลง Stiff Records ร่วมกับ Dave Robinson ทั้งคู่เป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับวงการดนตรีในผับต่างๆจนวันหนึ่งเกิดความคิดจะทำค่ายเพลงขึ้นมา โดยเลือกชื่อ “Stiff” (ซึ่งแปลว่าซากศพ) เพื่อดึงดูดความสนใจรวมถึงเป็นมุกตลกๆของทางค่ายด้วย

เพลย์ลิสต์ต่อไปนี้รวบรวมผลงานหลักๆของค่าย รวมถึงงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องครับ

1) Wreckless Eric – Whole Wide World (Live)
ในช่วงแรก Stiff Records จะเป็นค่ายเพลงที่มีศิลปินแนว Pub Rock เป็นหลัก นี่คือหนึ่งในศิลปินที่แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น แต่เพลงนี้ก็ยังคงถูกกล่าวถึงรวมถึงนำไปเลือกใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย

2) Elvis Costello – Watching The Detectives
นี่ก็เป็นศิลปินที่เซ็นสัญญากับ Stiff ครับ หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะเจ้าของเพลงดังอย่าง She แต่นี่คือผลงานในยุคแรกๆของเขาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

3) Ian Dury – Sex And Drugs And Rock And Roll

Ian Dury เป็นอีกหนึ่งศิลปินของค่ายที่จะทำรายได้ให้กับ Stiff ในอีกหลายปีต่อมา แต่ซิงเกิ้ลแรกของเขาอย่าง Sex And Drugs And Rock And Roll กลับมียอดขายที่ไม่ดีเท่าที่ควร (แต่ในตอนหลังเพลงนี้จะดังมาก)

4) Elvis Costello & The Attractions – Accidents Will Happen
หลังจากนั้นไม่นาน ปัญหาทางการเงินที่รุมเร้ามานาน ส่งผลให้ Jake ลาออกจาก Stiff และพาศิลปินที่เข้าเป็นผู้จัดการอย่าง Nick Lowe และ Elvis Costello ไปอยู่ต้นสังกัดใหม่อย่าง Radar Records โดยมีเพลงนี้เป็นเพลงที่น่าจดจำมากๆ เพราะมิวสิกวีดีโอที่ฉีกไปจากยุคนั้นโดยสิ้นเชิง

5) Madness – Our House
ในขณะที่ทาง Stiff หลังจากผ่านพ้นมรสุมและความสำเร็จของเพลง Hit Me With Your Rhythm Stick ในปลายยุค 70 แล้ว ช่วงยุค 80 ก็มี Madness ที่ทำรายได้มหาศาลให้กับต้นสังกัดครับ

6) Tracy Ullman – They Don’t Know
…และในช่วงต้นยุค 80 นั้นเองก็มีศิลปินสาวมาดขำๆอย่าง Tracy Ullman ที่สร้างชื่อให้กับค่าย หลังจากเพลง They Don’t Know ของเธอทะยานสู่อันดับ 2 ใน UK Chart (และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ Stiff สามารถสร้างผลงานเพลงติดชาร์ทได้….)

ทุกวันนี้ Jake และ Dave ยังคงวนเวียนอยู่ในธุรกิจเพลง และแม้จะไม่ได้มีบทบาทมากดังเช่นสมัยที่ Stiff และ Radar รุ่งเรือง แต่พวกเรามักจะจำทั้งคู่ในฐานะเจ้าของค่ายเพลงในตำนานอย่าง Stiff และ Radar อยู่เสมอ

** มิวสิควีดีโอของเพลงทั้งหมดที่กล่าวมานี้สามารถรับชมได้ที่ด้านล่างนะครับ…

—————————————————————————————————————-

Last week, 20 February, was a birthday for Tony Wilson, the Factory Records founder and cultural promoter of Manchester. Also, it was a birth month for Jake Riviera, one of the founders of Stiff Records, the London-based independent record company. So, I want to write a short articles about both men with playlists.

Side A: Factory Records and related Side

1) Sex Pistols – Anarchy In The UK

Although Sex Pistols is not the Factory artist, Wilson received credits for brought them (and other Punk bands) on his TV show called “So It Goes”, which informed many people about “Punk” and inspired many people to be (punk)rock-stars.

2) Joy Division – Love Will Tear Us Apart

http://www.youtube.com/watch?v=qHYOXyy1ToI

Joy Division is one of the early artists who signed the contract with Factory Records, the record label that founded by Wilson (along with other people, such as Alan Erasmus, Martin Hannett,etc.). Joy Division created distinctive sound, which is totally different from other Punk bands and will become their signature. That’s because of the sounds produced by Martin Hanett. (….Thank God)

3) The Durutti Column – For Belgian Friends

Durutti Coulumn is one of should-be-famous artists in Factory. It’s an easy-listening Rock/Ambient band (er… I mean, Vini Reily and his friends in the backup band) that did many instrumental stuffs, and this is one of my most favourite DC songs.

4) New Order – Blue Monday

After Ian Curtis,lead singer and composer of Joy Division, suicide in 1980, the three remaining members found another one member and formed a new band called “New Order”. This was their first hit in 1983, which brought many income (and expenses due to die-cut floppy disc sleeve) to Factory.

5) Happy Mondays – Step On

And finally, the Happy Mondays was the band that brought fame and money back to Factory once again in the late 80′s ’til early 90′s. The band was (in?)famous for drug usage, Bez’s dances steps and,of course, their destroying of Factory Records by spent a lot of money for recording the album “Yes Please!”, which I think it worse than amount of money that used in recording.

Anyway, these events are now the legend of music history because of Wilson’s will and desire to “made history, not money”, and I think it works!

Tony, I idolize you!

R.I.P. Tony Wilson
(1950-2007)

—————————————————————————————–

Side B: Stiff Records and related Side

Jake Riviera is one of the Stiff Records’ founders (along with Dave Robinson). They had to be a Pub Rock band’s manager before founded the legendary record label

named “Stiff” because it draws attention and it’s a joke from the label.

[This playlist contain Stiff and related stuffs]

1) Wreckless Eric – Whole Wide World (Live)

In the early days, Stiff was a Pub Rock label. This is one of the Stiff’s artist that may not famous at the time, but it still cult and cheers me up.

2) Elvis Costello – Watching The Detectives (Live)

Elvis Costello is one of the first Stiff’s artists in 1977. Although we might know him from his later works such as “She”, his early stuffs (like this song) is also interesting.

3) Elvis Costello & The Attractions – Accidents Will Happen

Later, the financial problem from Stiff concert tour caused Riviera to departed from Stiff and brought his under-management artists, Nick Lowe and Elvis Costello, to Radar Records. This is one of the most Costello’s memorable music videos in the Radar era.

4) Ian Dury – Hit Me With Your Rhythm Stick

This is the first #1 chart hits for Stiff in 1978. With its distinctive Rock/Jazz style and Ian’s vocal, this is one of the most remarkable Stff Records’ single of all time.

5) Madness – Our House

http://www.youtube.com/watch?v=shVdK2cbRuA

In the 80′s, Stiff moved into Pop/New Wave movement. And Madness is one of the most famous act in 80′s-Stiff version. (FYI, I choose this song because it’s my most favorite Madness song.)

6) Tracy Ullman – They Don’t Know

….and also, there’s a chart-attacker of Stiff named Tracy Ullman. Her single “They Don’t Know” , a cover version of Kristy MacColl’s Stiff single in the late 70′s, was went to #2 in UK Charts. Sadly, this will be the last hit single from Stiff because the label was bought by Island Records and ZTT, respectively, because of failure of the deal with Island.

Nowadays, both Riviera and Robinson are involve in music industry. Although they’re not as famous as Stiff days, they’ll be remembered as the founder of “The most flexible record label”, named Stiff.

—————————

Thanks

http://en.wikipedia.org

Documentary: Factory – Manchester from Joy Division to Happy Mondays (BBC4, 2007)

Documentary: If it ain’t Stiff (BBC4, 2007)

———————————

P.S. I’m new at writing articles in English language. So if you spotted mistakes in this entry (like grammar or information). Please comment below at Comment Box.

Thank You.

Posts navigation

← Older Entries
  • หัวข้อยอดนิยม

    • ภาพงานบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์#68
    • บทบันทึกงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68
    • รูปกีฬาสีสาธิตเกษตร 2553
    • "Paul Is Dead" or "Is Paul Dead?"
  • งานเขียนล่าสุด

    • บทบันทึกงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68
    • ภาพงานบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์#68
    • ซ.ต.พ.- กรณีศึกษาของเนตรนภัส…
    • Do they know it’s E.T. again?
    • It’s now or never
  • Archives

  • จำนวนคลิกเยี่ยมชม

    • 4,352 ครั้ง
  • Blogroll

    • Abandon Phuwan's Blog
    • Equinoxxz's Story
    • Kanokphol's Blog
    • Kpzomzonic's Blog
    • Rati's Blog
    • Tanggua's Blog
    • WordPress.com
    • WordPress.org
  • Links

    • A Corner Of Zyron's Mind
    • APPotography
    • ช่างคุย พอทคาสท์
    • โคตรเหมือน
    • Beatles Discography
    • Blur's Official Site
    • Cinemassacre.com
    • Depeche Mode Video Site
    • Dream Moods
    • Everything Starts With An A…
    • FAC51 Haçienda
    • Factory Records Fan Site
    • FAIL.in.th
    • Groove Riders:Fan Site
    • Heaven 17 Fansite
    • Japan Fansite
    • Joy Division Fansite
    • M80's Soundtrack to an 80's Generation
    • Martin Hannett Fansite
    • ModernDog:Official Site
    • Monty Python Fan Site
    • MST3K Official Site
    • Nostalgia Critic
    • Recycle: Joy Division and New Order
    • Rutland Weekend Television Fan Site
    • The Cinema Snob
    • The Power Of Independent Trucking
    • The Smiths Discography
    • Zang Tuum Tumb and all that
    • ZTT Records
  • My Other Sites

    • My Facebook Account
    • My Google+
    • My Grand Theft Wiki Member Profile
บลอกที่ WordPress.com . Theme: Parament by Automattic.
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Powered by WordPress.com